ประวัติการพิมพ์ในประเทศทางตะวันออก
ประเทศทางตะวันออก หมายถึง ดินแดนทวีปเอเซียตะวันออก ได้แก่ ประเทศจีน ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ เมื่อปี พ.ศ. 288 ชาวจีนเป็นชาติแรกที่คิดค้นการพิมพ์ได้สำเร็จ โดยใช้การแกะสลักบนแผ่นหิน กระดูกสัตว์ และงาช้าง สำหรับใช้ประทับลงบนดินเหนียวหรือขี้ผึ้ง เนื่องจากในขณะนั้นมนุษย์ยังไม่รู้จักกระดาษและหมึก การแกะสลักนั้นต้องแกะเป็นตัวกลับ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการพิมพ์แบบเลตเตอร์เพรส (letterpress)
ปี พ.ศ.648 ชาวจีนชื่อไซลั่น ได้คิดวิธีการทำกระดาษขึ้นจากเยื่อของพืช เช่น เยื่อจากต้นปอ ทำให้กระดาษเป็นวัสดุหลักในการเขียนและพิมพ์
ปี พ.ศ.718 ชาวจีนได้แกะสลักวิชาความรู้ต่าง ๆ ไว้บนแผ่นหิน จึงได้เกิดการจำลองหรือคัดลอกต้นฉบับที่สลักไว้บนแผ่นหินด้วยวิธีพิมพ์แบบการลอกรูป (stone rubbing) โดยการใช้กระดาษไปทาบบนแผ่นหินแล้วใช้ถ่านหรือสีถูทาทำให้เกิดภาพหรือรูปรอยบนแผ่นกระดาษ
ปี พ.ศ.943 ชาวจีนรู้จักนำเขม่าไฟมาทำเป็นหมึกดำ เมื่อนำเขม่าไฟมาทำเป็นหมึกแล้ว จึงคิดวิธีที่จะทำหมึกจากเขม่าไฟไว้ใช้ได้ตลอดเวลา โดยนำเอาเขม่าไฟเป็นเนื้อสี (pigment) ใช้กาวที่เคี่ยวจากกระดูกสัตว์ หนังสัตว์ เขาสัตว์ เป็นตัวยึดโดยทำเป็นแท่ง ๆ ซึ่งชาวจีนเรียกว่า บั๊ก เวลาใช้ก็เอาแท่งหมึกแตะน้ำแล้วฝนลงบนแผ่นหิน หมึกก็จะออกมาบนแผ่นหิน แล้วใช้พู่กันจุ่มหมึกและเขียน หมึกแท่งที่คิดได้นี้ยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน
ปี พ.ศ.1118 จีนได้เริ่มการพิมพ์โดยใช้บล็อกไม้ (wood block printing) โดยการแกะแม่พิมพ์บนแผ่นไม้ โดยแกะเป็นตัวกลับ ส่วนที่ต้องจะเป็นส่วนที่นูนสูงขึ้นมา เมื่อเอาหมึกคลึงบนแม่พิมพ์ หมึกจะเกาะบนส่วนที่นูนสูงขึ้น เมื่อเอากระดาษวางบนแม่พิมพ์ แล้วใช้แรงกด หมึกจะติดบนกระดาษขึ้นมา
ปี พ.ศ.1411 วางเชียะ (Wang Chieh) ได้พิมพ์หนังสือขึ้นเป็นเล่มแรก (วัลลภ สวัสดิวัลลภ, 2535, หน้า 62) ซึ่งยังคงให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ชื่อ วัชรสูตร (Diamond Sutar) มีลักษณะเป็นม้วนยาว 16 ฟุต กว้าง 1 ฟุต พบในผนังถ้ำทุนวาง (Tunhuang) ของจีน ในหนังสือมีระบุว่าพิมพ์เมื่อ 16 พฤษภาคม พ.ศ.1411
ปี พ.ศ.1584-1592 ชาวจีนชื่อไป่เช็ง (Pi Sheng) คิดวิธีที่จะนำแม่พิมพ์ที่ใช้แล้วนำกลับมาเรียงใช้ได้อีก จึงทดลองเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นแท่งแล้วแกะเป็นตัวอักษรนูนตัวกลับ แล้วนำไปตากให้แห้งก่อนเผาไฟ แล้วเก็บไว้เป็นช่อง ๆ ในช่องหนึ่งช่องจะมีอักษรเดียวกัน หลาย ๆ ตัว เมื่อต้องการจะใช้ตัวใดก็นำมาเรียงต่อกัน เมื่อใช้เสร็จก็นำเก็บไว้ยังช่องเดิม เพื่อสามารถนำมาใช้ใหม่ได้อีก วิธีการนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียงพิมพ์
ปี พ.ศ.1933 ชาวเกาหลี เป็นชาติแรกที่คิดหล่อตัวพิมพ์ด้วยโลหะได้สำเร็จ โดยเบ้าหลอมทำด้วยดินทราย ตัวพิมพ์หล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ (โลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก) ซึ่งตัวเรียงโลหะนี้ยังใช้กันจนถึงปัจจุบัน แต่เปลี่ยนส่วนผสมของโลหะไปเป็นพลวง ตะกั่ว และดีบุก นับเป็นการพิมพ์แบบตัวเรียงด้วยโลหะเป็นครั้งแรก การหล่อตัวพิมพ์ได้แพร่หลายเข้าไป ประเทศจีนและญี่ปุ่น
วิวัฒนาการด้านการพิมพ์ของชาวตะวันออก (จีน เกาหลี และญี่ปุ่น) นั้น แม้ว่าจะได้เป็นผู้บุกเบิกการพิมพ์เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้พัฒนาการพิมพ์หนังสือให้เจริญจนถึงขีดสูงสุด (แต่กลับมีความเจริญด้านศิลปะภาพพิมพ์ไม้ในประเทศญี่ปุ่นในยุคหลัง) ซึ่งอาจจะเกิดจากสาเหตุได้หลายประการ ดังนี้
1.การพิมพ์ของจีน ได้กระทำในวงแคบเนื่องจากมีผู้รู้หนังสือน้อย
เพราะมีภาษาที่ใช้แตกต่างกันหลายแบบในแต่ละภูมิภาค
2.ตัวอักษรจีนเป็นอักษรประเภทหนังสือภาพ (Pictograph)
หมายถึงคำพูดหนึ่งคำ ก็ต้องมีตัวอักษรหนึ่งตัว จึงปรากฏว่า มีตัวอักษรเป็นจำนวนมากนับพันตัว ไม่สะดวกต่อการใช้ตัว เรียงพิมพ์แต่เหมาะที่จะใช้การแกะแม่พิมพ์ไม้ หรือการกัดบล็อก ซึ่งสิ้นเปลืองเวลาและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
3.วัตถุประสงค์ แห่งการพิมพ์ของชาวจีน มิได้เป็นการขยายตัว
หรือเผยแพร่วิทยาการเหมือนกับประเทศทางตะวันตก แต่เป็นการพิมพ์เพื่ออนุรักษ์ คัมภีร์ หรือบทกวีเอาไว้เท่านั้น
ที่มา :
ธเนศ หาญใจ. (2563). การพิมพ์ประเทศทางตะวันออก. ปัตตานี : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สืบค้นเมื่อ
6 พฤศจิกายน 2563, จาก http://kanlayanee.ac.th/wbiprinting/WBI/wbi_6/lesson/basic_5.htm


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น